วันนี้

posted on 01 Jun 2010 19:47 by kasukame in Diary

อาการนี้มักเกิดขึ้นกับฉันเสมอ เวลาไปเจออะไรที่ฉันเริ่มสนใจ มัยพูดยากเหมือนกันนะแต่ก็ชอบที่เป็นแบบนั้น มันทำให้ชีวิตดูมีพลัง เหมือนไปเจอเรื่องใหม่ๆที่เราไม่เคยรู้มาก่อน อ่านหนังสือที่ไม่เคยอ่านก็อยากจะอ่านไปเรื่อยๆ ช่วงนี้นอกจากงานที่มีมากมายต้องให้คิดให้ทำแล้ว เวลาอีกส่วนหนึ่งฉันก็มานั่งอ่านหนังสือ แต่ฉันไม่ได้เห่อการอ่านหนังสือหรอกนะ หนังสือเป็นเหมือนสิ่งที่ชอบมานานมากแล้ว จะเรียกว่าเห่อ คงจะไม่ได้    พอทำงานที่ต้องคิดเยอะใช้สมองเยอะๆ พอเครียดจัดกลับคิดงานไม่ออกมาซะงั้น ฉันใช้วิธีการเดินออกมา วางมันไว้ก่อนงานน่ะ แล้วก็ออกไปสูดอากาศให้เต็มปอด ตอนเครียดพอสังเกตดูพบว่าหายใจเร็วกว่าปกติ การได้เดินไปในที่กว้างๆสูดลมหายใจลึกๆให้เต็มปอด 


ช่วงนี้ชีวิตนอกจากจะวุ่นๆเรื่องงานที่ทำแล้ว ที่บ้านเองก็ดูเหมือนจะต้องการฉันมากเป็นพิเศษ จากที่ทำงานวันหยุดก็นอนมาราธอนอยู่หอ เพราะว่ากลับบ้านเด็กๆเยอะเสียงก็ดัง หลับยากมาก แต่ก็ยังหลับ อิอิอิ จริงๆแล้ว การที่กลับบ้านบ่อยๆ เหมือนกลายเป็นกิจวัตร ถึงแม่จะไม่โทร หรือน้าชายจะไม่โทรมาตามให้กลับแล้วล่ะก็ ก็จะกลับไป เพราะว่าห่วง ตั้งแต่พ่อเสียไป แบบไม่มีอะไรมาเตือนเราเลยสักนิดนั้น ทำให้ฉันเองรู้สึกว่าเวลาของคนที่บ้าน เวลาของครอบครัว เราต้องเอาใจใส่ ไม่ใ่ช่ว่าก่อนหน้านั้นเราไม่เอาใจใส่ แต่บางอย่างในชีวิต มันก็เกิดขึ้นแบบไม่คาดฝัน  ใครจะคิดล่ะว่าคนที่แข็งแรงอย่างพ่อจู่ๆจะมาจากไปเร็วอย่างนี้ อีก 20 วันก็ครบ 100 วันที่พ่อจากไปแล้ว 

 

ฉันยังจำได้ว่าฉันเองกลับมาบ้านพร้อมกับการปฏิเสธการยอมรับความจริงที่ว่า พ่อไม่หายใจอีกแล้ว แม้แต่ตอนที่ไปถึงบ้าน เห็นร่างไร้ลมหายใจ ฉันก็ยังบอกตัวเอง พ่อแค่นอนหลับไป ฉันร้องไห้แต่น้าสะใภ้บอกว่า โบราณเขาถืออย่าให้น้ำตาหยดไปโดนร่างคนเสียชีวิต  ยอมรับว่าเหนื่อย อยากร้องไห้แต่การที่ต้องทำทุกอย่างเองทั้งหมด ฉันต้องยืนอยู่ให้ได้ และฉันก็ผ่านมันมาจนได้แหละค่ะ  สู้ๆค่ะ 

 

เหนื่อยแต่ฉันรู้ว่าเวลาในตอนนี้เป็นเวลาที่ฉันสามารถจะทำได้ สิ่งที่ฉันจะทำได้และฉันก็ได้รับความสุขจากการกระทำเหล่านั้น ฉันเรียกมันว่า ความดีค่ะ มันอาจจะยากในการที่จะทำ แต่ถ้าเรเชื่อมันในสิ่งที่ทำ ฉันเชื่อว่าความดีและความสุขจะส่งผลอันหอมหวาน  ฉันไม่รู้หรอกนะว่าชีวิตตอนนี้มันดีที่สุดหรือเปล่า แต่ฉันคิดว่าฉันเลิกที่จะเป็นอย่างนี้ เหมือนรุ่นน้องในที่ทำงานเลือกที่จะทำงานใกล้บ้าน เพียงเพื่อให้ได้อยู่กับพ่อแม่ได้มากขึ้น อยู่กับพ่อแม่ มากกว่าจะไปทำงานมีชีวิตของตัวเอง  เวลาที่เราคุยกัน เรากลับมองว่าเราเลือกที่จะเดินทางนี้ต่างหากล่ะ ทั้งที่เราสามารถที่จะเลือกที่จะเรียนต่อ ไปเรื่อยๆ ห่างครอบครัวไปเรื่อยๆ แลกกับการห่างไกล แต่เราเลือกที่จะทำอย่างนี้ เพราะว่าเราได้เลือกแล้วว่า สิ่งนี้แหละสำคัญสำหรับเรา แล้วมันก็เป็นอย่างนั้น เราต่างพบว่าเรามีความสุขที่ได้ืำืทำ ในรูปแบบของเรา ถ้าเราคิดว่ามันเพียงพอแล้ว นั่นแหละความสุข แต่เราวิ่งหามันมาตั้งนาน  

 

และสำหรับวันนี้ ถึงแม้ชีวิตของฉันจะมีที่ทำงาน ที่หอพัก ที่บ้านและออกนอกเส้นทางบ้างเวลาที่อยากไปท่องเที่ยวพักผ่อนกับเพื่อนสนิทแค่ไม่กี่คน แต่สนุกกว่าไปกับคนเยอะๆเสียอีกค่ะ มันอาจจะเป็นแค่ความสุขเล็กๆแต่มันก็มีความหมาย และ

วันนี้มีคนถามว่า ฉันเป็นคนขี้สงสารไหม ก็ตอบไปว่าถ้าเป็นเมื่อก่อนล่ะก็ เป็นอย่างมากมาย แบบไม่มีเหตุผล แต่เดี๋ยวนี้จะทำอะไรก็ขอใช้เหตุผลนิดนึงนะ ว่ายังไง อะไร อยู่จะให้สงสารโดยไม่ต้องรู้อะไรเนี่ย ดูจะไร้เหตุผลไปนะ บางเรื่องเราอาจจะไม่ต้องใช้เหตุผล แต่สิ่งหนึ่งที่คนถามอาจจะลืมไป ก็คือ ระหว่างเรานั้น เราไม่ได้เป็นอะไรกัน อยู่ๆจะให้สงสารโดยที่ไม่รู้อะไร ทำไม่ได้ค่ะ แต่ถ้าหากว่ากาเรียกร้องให้ฉันหันไปสนใจเขาบ้างล่ะก็ การบอกกันตรงๆจะไม่ง่ายกว่าหรือคะ  ฉันไม่เหมือนผู้หญิงทั่วไปตรงที่ว่า ไม่คิดหรือสรุปเอาเอง ถึงฉันจะเอาแต่ใจตัวเอง แต่ก็อย่างที่บอกนะคะว่า ฉันซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวเองเสมอค่ะ  ถ้าคิดจะมาทดสอบอะไรฉันล่ะก็ ขอบอกนะคะ  บางทีฉันอาจจะไม่เข้าใจหรอกนะ 

 

เพราะว่าเมื่อก่อนฉันชอบสรุปไปเอง คิดไปเองจนเหนื่อยละ ตอนนี้ไม่อยากคิดไปเอง แล้วเจ้าค่ะ พูดกันด้วยความจริงใจตรงไปตรงมา อย่าให้ต้องคาดเดาเลยนะเล่นๆกันแบบนี้ ไม่เบื่อเหรอไงคะคุณผู้ชาย หรือว่าคุณจะมาเล่นเกมส์กับฉันคะเนี่ย บอกแล้วไง ไม่ชอบเล่นเกมส์  ทราบนะคะว่าช่วงนี้งานยุ่ง ไม่ค่อยได้คุยกันสักเท่าไหร่ และห่างๆกันไป   ฉันคิดถึงคุณค่ะ เห็นไหมคะว่า แค่นี้ก็เข้าใจแล้ว

 

Comment

Comment:

Tweet